[Crossover ROTG*Frozen Fanfic] Hendelses - Villaintine

posted on 03 Jun 2014 00:03 by lvlelody in Fiction directory Fiction, Cartoon

 

 

**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต



Title: Hendelses - Villaintine 
Author: melody
Character: Jack Frost[ROTG]*Elsa[Frozen]
Rating: G
Author note:

วันนี้ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ยาวหน่อยนะคะ ก่อนอื่นเลย...ขออภัยที่หายหน้าไปนานม๊ากกกกกค่ะ ฮืออ //กราบกรานไม่มีอะไรจะแก้ตัว และเนื่องจากตอนนี้ยาวมาก... และท่านผู้อ่านคงลืมไปหมดแล้วว่าเคยลงวาเลนไทน์ไว้แค่ครึ่งตอน (ซึ่งพอเขียนจริงๆ แล้วคือเสี้ยวตอน) ตอนนี้ก็เลยเอามาลงใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อด้วยค่ะ 

Hendelses เป็นภาษานอร์เวย์ แปลว่า Event ค่ะ (ขอบคุณอากู๋ขากเสลดมา ณ ที่นี้) และเป็นชื่อของรวมเล่มฟิค ROTG*Frozen ที่จะลงในงาน  Movies Carnival 2 ด้วยค่ะ 

ซึ่งในเล่มจะมีเรื่อง 

Jack Frost is coming to Arendelle (Christmas)
Villaintine (Valentine)
Hope (Easter)
xxxx (ยังคิดชื่อตอนไม่ได้) (Halloween)
และตอนสุดท้ายคือ Again (Christmas) ค่ะ XD 

ซึ่งจะลงบลอคถึงแค่ตอน Easter เท่านั้นค่ะ >w<) Halloween กับ Christmas Again ที่เป็นเหมือนบทส่งท้ายจะมีเฉพาะในรวมเล่มเท่านั้น XD 

 

ตอนนี้กำลังเปิดแบบสอบถามจำนวนที่จะพิมพ์ฟิคอยู่ค่ะ 

https://docs.google.com/forms/d/1QcPO9m-UlHFKBKBCrRpO0pB1Tkkfue_TQFqATWodhvo/viewform

ถ้าสนใจรบกวนลงชื่อจองกันหน่อยนะคะ >w< จะได้ทราบว่าควรพิมพ์กี่เล่มดี เนื่องจากเป็นแฟนฟิคฝั่งตะวันตกเรื่องแรก แถมยังเป็นนอมอล เลยคิดว่าคงจะพิมพ์ไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะกะจำนวนไม่ถูก ; w ; ไม่แน่ใจว่าจะขายได้มั้ย (ฮา) 




ปิดรับการตอบแบบสอบถามวันที่ 8 มิถุนายน 2557 นะคะ



ขอบคุณมากค่ะ! 

 

 

 

 

 

*...**...*.**..***....***...*..*.**....*....*....*.....*......***.*.**.****

 


 
 

 

สำหรับเอเรนเดลล์แล้วมันไม่ใช่วันแห่งความรัก โอเค ก็ไม่เชิงว่าไม่ใช่เสียทีเดียว แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วมันยังเป็นวันเฉลิมฉลอง...สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะสิ้นสุดลง เป็นช่วงที่ดอกไม้จะผลิบานท่ามกลางหิมะสีขาวโพลน ยอดอ่อนของไม้เริ่มผลิใบผุดขึ้นจากแผ่นน้ำแข็ง สรรพสัตว์ที่จำศีลเริ่มแย้มเปลือกตาขึ้นรับแสงตะวันพร้อมรอยยิ้ม แค่นึกถึงช่วงเวลานั้น ก็รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายกำลังล่องลอยไปตามสายลมแล้วใช่มั้ยล่ะ!

 

 

แน่นอนว่าช่วงเวลาที่แสนวิเศษนั้น...การได้ดื่มด่ำกับมันคนเดียวก็สงบสุขดีอยู่ แต่คงจะวิเศษกว่าถ้ามีคนเคียงคู่รู้ใจร่วมสัมผัสกับความสวยงามนั้นไปด้วยกันอย่างหวานชื่น และแน่นอนว่าถ้าคงจะวิเศษที่สุด...ถ้าได้ร่วมเฉลิมฉลองด้วยกันกับทุกคนอย่างสนุกสนาน!

 

 

...เทศกาล!

 

 

“เจ๋งใช่มั้ย!? จัดเทศกาลกันเถอะนะ!”

 

 

เพราะเจ้าหญิงเพียงองค์เดียวของเมืองร่ำร้องเช่นนั้นเอง ปีนี้เทศกาลต้อนรับฤดูใบไม้ผลิในเอเรนเดลล์จึงถูกจัดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ผิดไปจากทุกปี

 

 

อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรขนาดนั้น ก็แค่เวลาที่ฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนมาถึงเท่านั้นเอง ปกติทุกๆ ปี บรรดาร้านค้าร้านขายก็จะตกแต่งประดับประดาร้านของตนให้เข้ากันกับฤดูกาลอยู่แล้ว ใช่ว่าจะจืดชืดไร้สีสันเสียหน่อย เพียงแต่ปีนี้อันนาต้องการอะไรที่พิเศษกว่านั้น! เพราะอะไรน่ะหรือ...

 

 

ก็นี่น่ะ! เป็นฤดูใบไม้ผลิแรกหลังจากราชินีเอลซ่าขึ้นครองราชย์เชียวนะ!

 

 

อีกทั้งนับตั้งแต่เสด็จพ่อเสด็จแม่สิ้นพระชนม์ไป เอเรนเดลล์ก็ไม่เคยมีเทศกาลรื่นเริงอีกเลย แถมเทศกาลนี้น่ะนะ... ตรงกับวันแห่งความรักยังไงล่ะ วัน แห่ง ความ รัก!

 

 

ถึงแม้ตัวเจ้าหญิงอันนาจะมีพระคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนไปแล้ว แต่พี่สาวคนสวยของเธอกลับยังโสดสนิทศิษย์ส่ายหน้า แม้จะโดนน้องสาวพูดกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าให้หาใครสักคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ แต่เอลซ่าก็จะเพียงแค่ยิ้มรับเงียบๆ เท่านั้น เรื่องนี้ทำเอาอันนาเซ็งบุ่ยมากมาย ขอบอก

 

 

เจ้าหญิงน้อยตั้งปณิธานกับตัวเองอยู่เงียบๆ

 

 

วันแห่งความรักนี้จะต้องทำให้เอลซ่าเลิกบ้างานให้ได้!

 

 

โอเค ยังไม่ต้องถึงกับหาแฟน หรือมีคนรู้ใจหรอก ยอมรับตามตรงว่าเธอเองก็ยังไม่พร้อมให้พี่สาวมีใครเคียงคู่เหมือนกัน ก็เธอเพิ่งจะได้พี่สาวกลับคืนมาเองนี่นา ขอครอบครองไว้คนเดียวก่อนจะเป็นไรไป หวงอะเข้าใจมะ? นี่ล่ะอภิสิทธิ์ของคนเป็นน้องสาวผู้น่ารักล่ะ!

 

 

แต่ก็นั่นล่ะ ช่วงเวลาสิบสามปีที่กักขังเอลซ่าไว้ภายในห้องได้เปลี่ยนเอลซ่าให้กลายเป็นคนละคน แม้เนื้อแท้แล้วจะยังคงเหมือนเดิม แต่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี แน่ล่ะ ไม่มีทางที่เอลซ่าจะไม่ดีอยู่แล้ว!

 

 

เพียงแต่ว่า...

 

 

เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในยามดึกแล้วยังเห็นไฟในห้องทรงงานยังไม่ถูกดับลง...อันนาก็รู้สึกปั่นป่วนอยู่ในอก ราชินีทรงงานหนักทุกวันทุกคืน ถึงจะห่วงแสนห่วงเพียงใด แต่บรรดาข้าราชบริพานก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ ใครกันล่ะที่จะกล้าพูดให้ราชินีของตนอู้งานเสียบ้าง ในเมื่อสิ่งที่พระองค์ทุ่มเทให้นั้นเป็นไปเพื่อความผาสุกของประชาชน

 

 

ใครกันล่ะที่จะสามารถเข้าไปก้าวก่าย...

 

 

ใครกันที่จะกล้าแย่งงานของราชินีแห่งเอเรนเดลล์

 

 

แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่เธอแล้ว จะเป็นใคร!

 

 

 

 

“อันนา? ทำอะไรอยู่น่ะ” เอลซ่าเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเธอตื่นเช้ามาและพบว่าอันนาไม่ได้กำลังป่วนคนครัวอย่างที่เคย แต่กลับนั่งอยู่ในห้องทรงงานของเธอแทน

 

 

โต๊ะเก้าอี้ชุดเล็กๆ ที่ไม่รู้นำมาวางเอาไว้ในห้อง ข้างๆ โต๊ะทรงงานของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ถูกจับจองด้วยร่างของน้องสาว ดวงตาสีครามละจากเอกสารที่อยู่ในมือ คิ้วที่ขมวดมุ่นพลันคลายออกเป็นรอยยิ้มกว้างสดใสเบิกบานยามเมื่อมองพี่สาวของตนที่ยืนอยู่หน้าประตู “ฉันกำลังทำงานยังไงล่ะ!”

 

 

“งาน?” สีหน้าของราชินียิ่งทวีความฉงนสงสัยหนักกว่าเดิม

 

 

“โธ่ ก็งานเทศกาลไง! ที่ฉันบอกไปน่ะ พี่ลืมแล้วเหรอ พี่เป็นคนอนุญาตให้จัดเองนะ!”

 

 

เมื่อได้ฟังคำตอบนั้นแล้วหญิงสาวจึงค่อยทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แต่ถึงกระนั้น... “แล้วเธอทำงานอะไร?” มันก็ยังน่าสงสัยอยู่ดีที่อันนาจะยอมนั่งโต๊ะแล้วอ่านเอกสารพวกนี้ เธอนึกว่าอันนาจะวิ่งปร๋อเข้าเมืองแล้วจัดการเสกให้ทุกที่ที่เธอวิ่งผ่านเกิดฤดูใบไม้ผลิเสียอีก ถึงแม้อันนาจะไม่ได้มีเวทมนต์แต่กำเนิดเหมือนกับเธอ แต่เจ้าหญิงน้อยกลับมีอำนาจเช่นนั้นจริงด้วยเสียงหัวเราะและความสดใสของพระองค์

 

 

เอลซ่าก้าวเท้าเข้าไปภายในห้อง หมายจะเดินไปดูว่ากองเอกสารที่แทบจะท่วมเกลื่อนโต๊ะนั้นคืออะไร หากทว่ายังไม่ทันได้วางปลายเท้าบนผืนพรม เสียงตะโกนของอันนาก็หยุดเธอเอาไว้เสียก่อน “อ๊ะ! พี่ห้ามเข้ามานะ!”

 

 

ดวงตาสีฟ้ากะพริบปริบจ้องมองพระขนิษฐาอย่างต้องการคำตอบ ดูจากคิ้วที่เริ่มขมวดเข้าหากันนิดๆ นั่นแล้ว ขืนคำตอบไม่เป็นที่พอพระทัย น้องสาวก็น้องสาวเถอะ อันนาอาจจะได้ลิ้มรสการโดนสายตาพิฆาตที่ทำเอาขุนนางอำมาตย์ตัวสั่นมานักต่อนักแล้วก็เป็นได้

 

 

“ก็...งานนี้ฉันจะเป็นคนทำเอง พี่ห้ามแอบดูนะ!” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของพี่สาวยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลง อันนาจึงรีบเอ่ยสำทับ “น่า ฉันขอเป็นคนทำนะ พี่ไม่เชื่อมือฉันเหรอ”

 

 

...เชื่อสิ เชื่อมากๆ ...เชื่อว่าจะต้องเกิดเรื่องโกลาหลแน่...

 

 

“ยะฮู้วววว ทำอะไรกันอยู่น่ะ อันนา เอลซ่า!” ยังไม่ทันที่เอลซ่าจะได้ตอบอะไร เสียงสดใสร่าเริงของโอลาฟก็ดังมาจากโถงทางเดิน เจ้าตุ๊กตาหิมะวิ่งด้วยท่าทางเหมือนกำลังไถลลื่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าเอลซ่าพอดี “อะไรๆ เล่นอะไรกันอยู่เหรอ ให้ฉันเล่นด้วยสิ!”

 

 

“นี่ไง! มีโอลาฟคอยช่วยอยู่ด้วย ฉันไม่ทำเสียเรื่องหรอกน่า!”

 

 

...ยิ่งน่ากังวลหนักกว่าเดิมเกินเท่าตัว...

 

 

“เอลซ่า เชื่อใจฉันนะ!”

 

 

เมื่อมองสีหน้าเอาจริงเอาจังของอันนาแล้ว คำปฏิเสธที่กำลังจะเอ่ยออกไปก็กลับแข็งค้างอยู่ในลำคอเสียดื้อๆ ยิ่งมองเข้าไปในดวงตาของหนึ่งคน หนึ่งตุ๊กตาหิมะแล้ว เธอก็ยิ่งรู้สึกอ่อนใจเหลือกำลัง

 

 

...สุดท้ายแล้วราชินีหิมะก็ได้แต่ทอดถอนใจ “ตกลง”

 

 

“เย้!!” อันนาชูมือขึ้น แทบจะกระโดดตัวลอย ไม่สิ ไม่แทบจะล่ะ เธอกระโดดผลุงลุกจากโต๊ะทำงานวิ่งมาคว้ามือเอลซ่าเอาไว้พลางหมุนตัวราวกับเต้นรำ แต่ขณะเดียวกันเธอก็ดึงพี่สาวออกไปนอกห้อง รู้ตัวอีกทีเอลซ่าก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่กลางโถงทางเดินเสียแล้ว

 

 

“เย้!” โอลาฟไม่รู้ล่ะว่าเย้อะไร แต่ในเมื่อดูอันนามีความสุขเสียขนาดนั้น งั้นเขาจะเย้ด้วยก็ได้!

 

 

“เดี๋ยว เดี๋ยวสิ แล้วงานของพี่ล่ะ?”

 

 

“โธ่ เอลซ่า แค่วันนี้วันเดียว ไม่สิ พรุ่งนี้ด้วย กลายเป็นสองวัน พรุ่งนี้พี่ห้ามทำงานนะ เทศกาลของฉัน กฎของฉัน ฉันขอออกกฏว่าในวันพรุ่งนี้ห้ามราชินีแห่งเอเรนเดลล์ทำงานอย่างเด็ดขาด พี่จะต้องไปร่วมงานเทศกาลนะ ห้ามอุดอู้อยู่ในห้อง!”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นให้พี่เข้าไปเอางาน...” ร่างสูงระหงก้าวหลบร่างของน้องสาว ตั้งท่าจะเดินเข้าไปในห้องอีกครั้งหนึ่ง หากทว่าสองมือของอันนากลับจับบ่าเธอ ยุดเอาไว้ไม่ให้ไปไหนพลางเอ่ยเสียงหวาน

 

 

“พี่จ๋า พี่ไม่ได้นั่งอ่านหนังสือสบายๆ มานานแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าจะไปเดินเล่นชมเมืองก็ได้ เป็นราชินีที่ดีต้องไม่ห่างเหินกับพสกนิกรไม่ใช่เหรอ อันนี้พี่เป็นคนบอกฉันเองนะ!”

 

 

“แต่เอกสาร...”

 

 

“เอกสารพวกนั้นน่ะรอได้ แต่ชาวเมืองอาจจะรอไม่ได้ก็ได้นะ!”

 

 

เห็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของน้องสาวในการกีดกันไม่ให้เธอก้าวเข้าไปในห้องทรงงานแล้วเอลซ่าก็ได้แต่ถอนหายใจ “สัญญากับพี่อย่างหนึ่ง ห้ามก่อเรื่องยุ่งนะ”

 

 

“ได้เลย ฉันสัญญา!” อันนาตกปากรับคำอย่างรวดเร็ว เจ้าหญิงน้อยดุนหลังของพี่สาวให้เดินห่างออกจากห้องทรงงาน

 

 

“แน่นะ?”

 

 

“แน่นอน!” อันนายืนตัวตรง ชูสามนิ้วเป็นการสาบาน

 

 

เมื่อน้องสาวรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะขนาดนั้นแล้ว ถึงแม้ราชินีแห่งเอเรนเดลล์จะยังคงมีสายตาเคลือบแคลงแต่ท้ายที่สุดก็ยอมตัดใจ

 

 

“ตกลง พี่จะเชื่อใจเธอแล้วกัน”

 

 

“เชื่อมือฉันได้เลย!”

 

 

คงได้แต่ภาวนาให้วันนี้กับพรุ่งนี้อย่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย

 

 

 

 

“อ๊ะ ราชินี”

 

 

“ราชินีเสด็จ”

 

 

“ราชินีเอลซ่า”

 

 

เมื่อก้าวเท้าออกจากเขตพระราชวังเข้าสู่ตัวเมือง เสียงทักทายก็ดังขึ้นรอบทิศรอบทาง เอลซ่าหันไปยิ้มให้ชาวเมืองโดยรอบซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็ยิ้มตอบกลับมา “ทำงานของพวกเจ้าต่อเถอะ เราแค่มาเดินเล่นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเราหรอก”

 

 

เพื่อป้องกันปัญหาเป็นจุดสนใจ เอลซ่าจึงเลือกชุดเรียบๆ เหมือนชุดของชาวบ้านทั่วไป ชุดกระโปรงยาวสีขาวเดินลวดลายด้วยสีฟ้าน้ำแข็งอ่อนจาง ถ้าอยู่บนร่างของคนอื่นอาจจะธรรมดาจนถึงขั้นจืดชืด แต่เมื่อมันอยู่บนร่างของราชินีหิมะแล้ว...เจ้าหล่อนก็ดูราวกับภูตตัวน้อยๆ ที่ออกมาล่ำลากับสายลมหนาวอย่างไรอย่างนั้น

 

 

ถึงเอลซ่าจะบอกว่าไม่ต้องสนใจ แต่ใครกันล่ะที่จะละสายตาจากราชินีผู้ไม่ค่อยได้ออกมาให้เห็นหน้าเห็นตาได้! ดูเหมือนอันนาจะเริ่มสั่งงานไปบ้างแล้ว ตามท้องถนนจึงมีข้าหลวงอยู่ทุกหนแห่ง บ้างก็กำลังจัดแต่งสถานที่ บ้างก็กำลังเจรจาต่อรองขอซื้อสิ่งจำเป็น เนื่องจากว่าอันนาไม่ยอมให้เธอรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ หญิงสาวจึงไม่รู้รายละเอียดว่าพวกเขากำลังทำอะไร ทว่าแต่ละคนพอเห็นราชินีของตนเดินมาก็พากันหยุดมือพลางทำท่าเหมือนจะซ่อนสิ่งที่ตนกำลังทำเอาไว้สุดชีวิตอย่างนั้นล่ะ ถึงแม้การซ่อนน้ำพุที่จัตุรัสจะค่อนข้างยากสักหน่อยก็เถอะ

 

 

เอลซ่ายิ้มเจื่อนๆ เมื่อข้าหลวงของเธอคนหนึ่ง(ที่ตอนนี้กลายเป็นลูกมือของอันนาไปแล้ว)พยายามเอาตัวเข้าบังกระถางดอกไม้ราวๆ สิบกระถาง...ซึ่งประเมินด้วยสายตาแล้วกระถางหนึ่งก็สูงแค่เมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง...

 

 

“เราจะไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่สักหน่อย เชิญพวกท่านทำงานกันต่อเถอะ” เมื่อรู้สึกว่ายิ่งตัวเองอยู่ จะยิ่งเป็นการสร้างความลำบากในการทำงานของทุกคน เอลซ่าจึงตัดสินใจเอ่ยลาพลางเลี่ยงออกมาจากตัวเมือง เธอยกมือเป็นเชิงห้ามไม่ให้ข้าหลวงที่กำลังขะมักเขม้นทำงานอยู่ตามมาอารักษ์ขาคุ้มครอง “ไม่จำเป็นต้องตามมาหรอก ขอบคุณพวกท่านมาก แต่เราดูแลตัวเองได้”

 

 

เรื่องนี้คงไม่มีใครสามารถคัดค้านได้

 

 

 

 

ร่างบอบบางค่อยๆ สืบเท้าขึ้นไปบนเนินเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง...บนเนินนั้นมีแผ่นหินใหญ่อยู่สองก้อน แผ่นหินสีดำสนิทขับให้บรรยากาศบนเนินเขาแห่งนั้นแลดูเงียบสงบ...และอ้างว้างเปลี่ยนเหงา

 

 

“ท่านพ่อ ท่านแม่...” หากทว่าเมื่อร่างของราชินีหิมะก้าวขึ้นไปยืนเบื้องหน้าแผ่นหินนั้น บรรยากาศอึมครึมราวกับกาลเวลาได้หยุดนิ่งก็พลันเคลื่อนไหว สายลมเย็นโชยผ่านโบกพัดยอดหญ้าให้ลู่เอน เอลซ่าวาดมือเบาๆ บนอากาศ เกล็ดน้ำแข็งส่องประกายระยิบระยับก่อนจะรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นดอกไม้ช่อหนึ่ง

 

 

หญิงสาววางช่อดอกไม้หน้าแผ่นหิน พลางมองเลยไปยังอีกด้านหนึ่งของเนินเขา จากตรงนี้สามารถมองเห็นเอเรนเดลล์ได้ทั้งเมือง อีกทั้งยังมองเห็นปราสาทได้ชัดเจน เป็นทิวทัศน์ที่ทำให้รู้สึกว่าแม้พวกท่านจะไม่ได้อยู่กับเธอแล้ว...พวกท่านก็ยังเฝ้ามองและปกป้องคุ้มครองเอเรนเดลล์เสมอมา

 

 

เอลซ่าเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของแผ่นหิน วรองค์บอบบางค่อยๆ ทรุดนั่งลงพิงช้าๆ พลางท