[Aldnoah.Zero][Challenge]Day 4

posted on 25 Oct 2014 02:58 by lvlelody in Fiction directory Fiction

 

 

 

**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต



 
 
Aldnoah.Zero Short Fiction
 
 
 
 
[Inaho x Slaine]
 
 

Aldnoah.Zero Challenge

Day1: First Meeting

Day2: Relationship

Day3: Smile

Day4: Scenery *here*

 



 
 
 
 
 
--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---
 
 

 

- Day 4 -

Scenery

 

 

 

"โรงเรียน?"

 

"อืม เดี๋ยวพวกนายก็คงต้องเข้าเรียนเหมือนกัน พี่ยูกิน่าจะเดินเรื่องให้อยู่ คงจะเร็วๆ นี้ล่ะ” อินาโฮะจัดวางข้าวของสิ่งจำเป็น รวมถึงตั้งโต๊ะอาหารยามเช้าเสร็จเรียบร้อยโดยมีลูกมือที่ไม่รู้ทำไมเจ้าตัวถึงได้ตื่นเช้ากว่าเขาเสียทุกวันคอยช่วย แม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้จับมีด แต่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรก็พอให้ทำไหว

 

สเลนถอดผ้ากันเปื้อนออกก่อนจะนำไปแขวนเก็บไว้ที่เดิม มองเจ้าของบ้านที่กำลังจัดกระเป๋าด้วยสีหน้าใคร่รู้ “ไม่เคยได้ยินอินาโฮะซังพูดถึงโรงเรียนมาก่อนเลยนะครับ ที่โรงเรียนสนุกมั้ย?”

 

“ก็ไม่มีอะไรน่าพูดถึงนี่” สีหน้าของอีกฝ่ายหงอยลงไปนิดหน่อย เหมือนกับคำตอบที่ได้รับจะไม่ค่อยถูกใจเจ้าตัวนัก “แต่ไม่ใช่ที่ที่เลวร้ายนักหรอก นายอาจจะชอบก็ได้”

 

“ครับ” ได้เห็นรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของอีกฝ่ายจึงค่อยรู้สึกพอใจขึ้นมานิดหน่อย

 

“งั้นผมไปล่ะ อีกสิบนาทีช่วยปลุกพี่ยูกิด้วยนะครับ รายนั้นน่ะชอบตื่นสายประจำ” เอ่ยเหมือนจะบ่น แต่สเลนที่พอคุ้นชินกับอีกฝ่ายขึ้นมาบ้างแล้วกลับรู้ดีว่าถึงจะไม่แสดงสีหน้าใดๆ แต่ถ้าไม่มีความสำคัญล่ะก็...อินาโฮะซังจะไม่ใส่ใจหรอก

 

อินาโฮะนั่งลงที่โถงทางเข้า ก้มตัวลงผูกเชือกรองเท้าเสร็จก็ยืนขึ้นจะหันกลับมาหยิบเสื้อนอกที่แขวนเอาไว้ข้างๆ ชั้นวางรองเท้า แต่มันกลับถูกยื่นส่งให้โดยคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเสียก่อน

 

“แล้วผมจะปลุกยูกิซังให้เองครับ ขอให้เดินทางปลอดภัยนะครับ”

 

เด็กหนุ่มชะงักจ้องมองรอยยิ้มบางๆ ของอีกฝ่ายนิ่งๆ อีกทั้งยังไม่ได้ยื่นมือไปรับ

 

ความรู้สึกที่สัมผัสได้เป็นบางครั้งบางคราวคล้ายจะชัดเจนขึ้นทุกที

 

“ขอบใจ”

 

เป็นความอุ่นซ่านที่ผุดขึ้นมาในใจ...จนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

 

 

 

 

“เฮ้อออ ทำไมช่วงนี้มันถึงน่าเบื่ออย่างนี้น้า” สัญญาณเลิกเรียนดังขึ้นพร้อมๆ กับที่นักเรียนเฮโลกันออกจากโต๊ะตัวเอง บ้างก็ไปยืดแข้งยืดขาหลังจากที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งมาทั้งวัน บ้างก็นอนแหมะอยู่กับโต๊ะ แน่นอนว่าเพื่อนของเขาคือกรณีหลังอย่างไม่ต้องสงสัย

 

อินาโฮะเก็บหนังสือเรียนลงกระเป๋า สะพายขึ้นบ่าและคงจะพูดเพียงแค่ว่า “เจอกันพรุ่งนี้” ถ้าคาล์มไม่รีบเรียกเอาไว้ซะก่อน

 

“เดี๋ยวๆๆๆ เดี๋ยวเซ่อินาโฮะ! ทำไมวันนี้ถึงรีบนักหา ปกติถึงซูเปอร์จะลดราคา นายก็ไม่ได้รีบขนาดนี้นี่นา”

 

“งั้นเหรอครับ”

 

“ใช่! จะรีบไปไหนของนายน่ะ วันนี้ยูกิซังก็มีเวรไม่ใช่เหรอ”

 

ถึงจะสงสัยว่าเพื่อนเขามารู้ตารางเวรของพี่สาวได้ยังไงก็เถอะ แต่...ก็เหมือนจะเป็นอย่างที่คาล์มว่าจริงๆ วันนี้พี่ยูกิต้องอยู่เวร แปลว่าตอนนี้ที่บ้านเขามีแขกผู้ไม่ประสีประสาอยู่สามคนตามลำพัง

 

...คิดแล้วก็รู้สึกอยากพุ่งกลับบ้านตอนนี้เลย...

 

“อ๊ะ ทำไมพวกผู้หญิงไปออกันอยู่หน้าโรงเรียน” ขณะที่กำลังจะชิ่งหนีกลับอยู่นั้นเอง เสียงของคาล์มก็เรียกความสนใจจากเขาไป หางตาเหลือบมองตามทิศทางที่เพื่อนบอก ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นว่าหน้าประตูโรงเรียนนั้นมีร่างผอมบางอันคุ้นตายืนอยู่

 

...เด่นจนไม่รู้จะเด่นไปกว่านี้ได้ยังไงอีกแล้ว...

 

“สุดยอด อย่างกับที่เคยเห็นในการ์ตูนเลยแหนะ ว่างั้นมั้ยอินาโ--- เฮ้ย หายไปไหนแล้ว!?”

 

 

"มารอแฟนรึเปล่านะ?" ตอนที่ก้าวเข้าไปใกล้หน้าประตูโรงเรียนก็ได้ยินเสียงซุบซิบดังมาจากเด็กนักเรียนหญิงที่อยู่รอบๆ บางคนที่ท่าทางใจกล้าหน่อยก็ทำท่าเหมือนจะเดินไปหา อินาโฮะจึงรีบเร่งฝีเท้า แซงเด็กพวกนั้นเข้าถึงตัวเป้าหมายได้ก่อนเป็นคนแรก

 

อาจจะเพราะตกเป็นเป้าสายตาหนักขนาดนี้ จึงทำให้คนที่ไม่ชินกับการโดนจ้องมองก้มหน้าไม่กล้าสบตาใคร แต่เมื่อปลายรองเท้าคู่หนึ่งก้าวเข้ามาใกล้จนอยู่ในระยะสายตา ดวงตาสีน้ำทะเลจึงค่อยๆ เลื่อนขึ้นมอง

 

“อินาโฮะซัง” รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าขาวจัดเต็มไปด้วยความโล่งอกและดีใจ ทำให้อารมณ์กรุ่นๆ ในอกพลันลดลงเกินกว่าครึ่ง

 

...ถึงจะไม่รู้ก็เถอะว่าทำไมถึงไม่สบายใจขนาดนี้…

 

“มาทำอะไรที่นี่”

 

ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองไปรอบๆ เด็กผู้หญิงที่ทำท่าจะก้าวเข้ามาชะงักไปเมื่อเห็นเขาปรากฏตัวขึ้น ถึงจะไม่มีใครทำท่าจะพุ่งเข้ามาแล้ว ทว่าสายตาหลายสิบคู่ก็ยังคงจับจ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่ดี ท่ามกลางคนพวกนั้น อินาโฮะมองเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยที่น่าจะเป็นเพื่อนของเขาอยู่ในกลุ่มคนที่มุงดูเช่นเดียวกัน

 

“ช่วงบ่ายๆ ยูกิซังกลับมาจากที่ทำงานแล้วบอกว่าจะพาท่านเซลัมกับเอเดลริทโซ่ซังไปที่ทำงานด้วย ถ้าผมไม่อยากรออยู่บ้านเฉยๆ ก็ให้มาหาอินาโฮะซังที่โรงเรียนน่ะครับ” คุณผู้ดูแลบอกว่าตอนนี้น่าจะใกล้เวลาเลิกเรียนแล้วก็บอกทางให้เสร็จสรรพ ดูเหมือนจะดีใจที่น้องชายตัวเองมีคนรุ่นราวคราวเดียวกันมาอยู่ด้วย ก็เลยตื่นเต้นดีใจเสียขนาดนั้น ทั้งๆ ที่อีกแป้บเดียวเขาก็กลับถึงบ้านแล้วแท้ๆ ไม่จำเป็นต้องให้สเลนออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียวแบบนี้สักหน่อย

 

ก็แบบนี้มันอันตรายไม่ใช่เหรอ  

 

อินาโฮะลอบถอนหายใจ ก่อนจะยื่นมือไปให้อีกฝ่าย “คราวหน้ารออยู่ที่บ้านดีกว่านะ”

 

“อะ...........ครับ อินาโฮะซัง” ไม่รู้อีกฝ่ายตีความท่าทางของเขาไปว่าอย่างไร ใบหน้าที่เมื่อครู่นี้ยังมีรอยยิ้มกลับกลายเป็นหม่นหมองเศร้าซึม สเลนท่าทางลังเลเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ผ่านไปช้านาน เสียงแผ่วๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “ผมมารบกวนอินาโฮะซังหรือเปล่าครับ” ถึงแม้จะแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

 

อินาโฮะสังเกตมาสักพักแล้วว่าสเลนมักจะกล่าวโทษตัวเองเป็นอย่างแรกเสมอ และไม่ใช่แค่การทำอย่างขอไปที...ราวกับว่าอีกฝ่ายเชื่อมั่นว่าไม่ว่าตนจะทำอะไรก็ผิดเสมอ ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยเพียงพอ

 

มือที่ยื่นออกไปไม่มีคนคว้าจับเอาไว้ เพราะอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้า อินาโฮะจึงคว้าข้อมือผอมบางนั้นมาจับไว้เสียเอง

 

จูงเดินนำออกจากบริเวณโรงเรียน รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องโดนเพื่อนซักถามแน่ แต่เรื่องนั้นช่างมันไปก่อน

 

เพราะถูกดึงโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้จังหวะก้าวเดินไม่มั่นคง อินาโฮะลดความเร็วลงนิดหน่อยให้อีกฝ่ายก้าวตามทัน

 

“ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษน่ะ”

 

ที่ป้ายรถเมล์ว่างเปล่าไม่มีคน อินาโฮะดึงสเลนมาจนถึงจุดรอรถแล้วจึงดันให้อีกฝ่ายนั่งลง

 

ระหว่างทางมีเพียงความเงียบสงัดที่ทำให้บรรยากาศหนักอึ้ง ...และสเลนไม่ได้ตอบคำถามของเขา

 

ส่วนคำถามของสเลน...เขาตอบไม่ได้

 

อินาโฮะไม่ชอบการโกหก แต่การปรากฏตัวของอีกฝ่ายรบกวนจิตใจของเขาจริงๆ ไม่ใช่การรบกวนที่ทำให้ลำบากหรือเดือดร้อน แต่เป็นความไม่สบายใจอันหาสาเหตุไม่ได้

 

เพราะอย่างนั้น...ก็เลยตอบไม่ได้

 

“คราวหน้า…” ค่อยๆ พยายามหาคำพูดที่คิดว่าเหมาะสม ความเงียบที่ถูกทำลายลงเรียกให้อีกฝ่ายค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอย่างช้าๆ “คราวหน้า ถ้าอยากมา ผมจะพามา”

 

“?” ความงุนงงฉายชัดบนใบหน้า แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่สีหน้าเศร้าๆ ที่เห็นแล้วชวนให้ไม่สบายใจ ถ้อยคำต่อมาจึงเอ่ยได้อย่างลื่นไหล

 

“ออกมาเดินข้างนอกคนเดียวมันอันตราย”

 

“อันตราย? ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปลอดภัยไม่ใช่เหรอครับ” คิ้วเรียวขมวดมุ่น สีหน้างุนงงไม่เข้าใจ  แต่ทว่าก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไร เสียงเครื่องยนต์ของรถประจำทางก็ใกล้เข้ามา เด็กหนุ่มดึงแขนอีกคนให้ลุกขึ้นก่อนจะเดินไปขึ้นรถ

 

บนรถมีคนอยู่สองสามคนแต่คนคุ้นหน้าคุ้นตา พวกเขาส่งเสียงทักทายหรือไม่ก็ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร อินาโฮะก้มศีรษะทักตอบ ก่อนจะดึงมือของอีกคนให้เดินไปนั่งเบาะคู่ที่ท้ายรถ

 

อาจจะเป็นเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย สเลนจึงไม่ได้ซักถามต่อ อีกฝ่ายนั่งเงียบๆ แต่ไม่ใช่ความเงียบที่ทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนเมื่อครู่

 

“อะ…” ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายแว่วผ่านโสตประสาท ไหล่ที่นอนหนุนขยับเล็กน้อยก่อนจะนิ่งขึงไปราวกับไม่ต้องการรบกวน “อินาโฮะซัง?” เสียงเรียกแผ่วเบาไม่ได้ทำให้เขาลืมตาขึ้น ครู่หนึ่งก็รู้สึกได้ว่าไหล่ที่เกร็งแข็งค่อยๆ ผ่อนลง

 

แล้วความเงียบก็ดำเนินไปเช่นนั้นจนกระทั่งเขาผล็อยหลับไปจริงๆ





 

 

 --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---

 

 

 

 

Talk

ได้แต่ถามตัวเองว่า... Scenery แบบนี้ได้ใช่มั้ย #กร๊ากกกกกกกก 

 

ชอบไม่ชอบยังไงก็คอมเม้นต์ติชมได้นะคะ #โค้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ความรู้สึกเหมือนศรีภรรยากำลังยืนส่งสามีไปทำงานนอกบ้าน ฮาาาาาาาาาาาาาาาาา นี่มันดีจริงๆ เลย อ่าาาห์ สเลนตื่นเช้าทุกวันเลยแฮะ พยายามจะช่วยทุกวันเลย เป็นคนดีจัง  สเลนใส่ผ้ากันเปื้อนทำครัวคงจะ..น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกก โอ๊ยยย แพ้ความโมเอะอีกแล้วเรา   โฮะนายคงจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับสเลนคลุงแล้วล่ะะะ double wink ปลูกบ้านรอครึ่งหลังเลี้ยววววววว surprised smile

#1 By WAN-NEON96 on 2014-10-25 12:37

melody in the world of the tale View my profile